All Of Us Are Dead กลับมาปลุกกระแส K-Zombie ให้ลุกโชนร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ มัธยมซอมบี้ก็วิ่งแซงขึ้นหัวตาราง สู่อันดับ 1 ใน Netfilx ถึง 29 ประเทศ และยังติด Top 10 ในอีก 62 ประเทศด้วย ! การย้ายโลเคชั่นวิ่ง 4×100 จากขบวนรถไฟใน Train to Busan ( 2016 ) สู่ยุคโชซอนใน Kingdom ( 2019 ) มายังอพาร์ตเมนต์ใน #Alive ( 2020 ) มาจนถึงโรงเรียนในเรื่องนี้ ถือว่าเกาหลีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กับการเซ็ตพื้นหลังเรื่องราวซอมบี้ไม่ให้ซ้ำกับสิ่งที่เคยนำเสนอเลยทีเดียว
อ่านต่อได้ที่ All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้ ขึ้นครองอันดับ 1 บนตารางซีรีส์ยอดนิยม Netflix ทั่วโลก หลังฉายเพียง 1 วัน / ‘All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้’ แพร่กระจายความดังไกล ติด Netflix Top 10 ใน 91 ประเทศทั่วโลก

“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน ชอบไป ชอบไปโรงเรียน”
แต่ถ้า …หากโรงเรียนกลายเป็นนรกบนดิน คุณครูไม่ได้ใจดีกับนักเรียนทุกคน และเด็ก ๆ บางคนก็อาจจะทำตัวมากกว่า “ แค่ ” คำว่า “ ซุกซน ” ล่ะ ใครกันจะยังอยากไปโรงเรียนอยู่อีก ?
All Of Us Are Dead จะพาคุณเข้าสู่รั้วโรงเรียนที่หากไม่กัดฟันวิ่งก็ไม่รอด กับซีรีส์แนวซอมบี้เอาชีวิตรอด ที่หยิบยกเอาประเด็นทางสังคมที่เหล่าเยาวชนซึ่งเป็นความหวังของชาติต้องเจอ มาตีแผ่ผ่านเรื่องราวสุดระทึกในการเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อน เป็นครู และเป็นพ่อแม่ของตัวเอง
ในเช้าวันหนึ่ง นักเรียนทุกคนต่างมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน ให้ทันเข้าเรียนตามปกติ ใครที่รู้ตัวว่ากำลังจะสายก็วิ่งหน้าตั้งให้ทันประตูที่กำลังจะปิด เพื่อเข้าไปใช้ชีวิตในโรงเรียนยามเช้าที่อบอลวนไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่ใครจะคิดล่ะว่า นั่นอาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ปรากฏบนใบหน้าของพวกเขาก็ได้… เพื่อนที่เคยนั่งข้าง ๆ กัน เพื่อนที่เคยเดินผ่านในโรงเรียน คุณครูที่เคยสอนในวิชาสุดหฤโหด จากที่เคยยกมือทักทาย กลับเป็นวิ่งไล่กัดกันอย่างบ้าระห่ำ พวกเขาที่ยังมีชีวิตอยู่รอด จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกไปจากโรงเรียนที่กลายเป็นนรกแห่งนี้ให้ได้ !

* มีการกล่าวถึงเนื้อหาในเรื่อง *

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการสอดแทรกประเด็นทางสังคมอันหนักอึ้งไว้อย่างเฉียบคม ผ่านการเอาชีวิตรอดอย่างบ้าระห่ำของเด็กมัธยมกลุ่มหนึ่ง ที่ผู้สร้างได้หยิบยกเอา เยาวชน หรือว่า ความหวังของชาติ มาตั้งเป็นแกนหลัก ต่อยอดเรื่องราวให้แน่นขึ้นด้วยการผสานความเจ็บปวด ความแตกสลาย การถูกหล่อหลอม และการต้องทนทุกข์อยู่ใน นรก เข้าไปในตัวละครหลักแต่ละคน ซึ่งคนดูอย่างเราก็สามารถตีความนรกที่ว่านี้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น นรกที่หมายถึงโรงเรียนที่ห่วงชื่อเสียงมากกว่าตัวนักเรียน, นรกที่หมายถึงผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นค่าของเยาวชน, นรกที่หมายถึงค่านิยมการเรียนหนักของเด็ก หรือ นรกที่หมายถึงสังคมที่ปิดหูปิดตาต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเผลอ ๆ เลวร้ายกว่าการเจอซอมบี้เสียอีก
ทั้งที่โรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยกับนักเรียนมากที่สุด แต่พวกเขากลับถูกทอดทิ้งจากผู้ใหญ่ ถูกเมินเฉยจากสังคม ทุกคนล้วนปิดหูปิดตาทำเป็นไม่รับรู้ ทุกคนต่างเมินเฉยกับการใช้ความรุนแรง ด้วยความคิดที่ว่า “ มันก็เกิดขึ้นได้นี่ ” หรือ “ บางทีพวกเด็ก ๆ ก็แค่ทะเลาะกัน ”ADVERTISEMENT

Your browser does not support iframes .
ขออภัยค่ะ ไม่สามารถแสดงผลบนเบราเซอร์ของคุณได้ค่ะ
Your browser does not support iframes .
ขออภัยค่ะ ไม่สามารถแสดงผลบนเบราเซอร์ของคุณได้ค่ะ
Woori the Virgin ดูย้อนหลังได้ที่ Viu คลิก!

สังคมมักให้เหตุผลพวกนี้และมองข้ามมันไป แต่หากมองในมุมของเหยื่อที่ถูกกระทำนั้น เรื่องราวพวกนี้มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับเขาเลย และสิ่งที่เหยื่อทำได้เป็นอย่างสุดท้ายเพื่อพาตัวเองออกจากวังวนนี้ก็คือ การตัดสินใจหายไปจากโลกใบนี้ พวกเขาล้วนจากไปอย่างเงียบ ๆ ความเจ็บปวดของพวกเขาถูกฝังกลบไปพร้อมกับลมหายใจที่หมดลง โดยที่ตัวการกลับยังสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างปกติสุข
เพราะความน่าเศร้าของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ทศวรรษก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของเกาหลีนี่แหละ วันล้างโลกโดยซอมบี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากน้ำมือของพ่อที่โกรธแค้นกับความทรมานที่ลูกชายเขาต้องพบเจอ หลังจากที่เขาพยายามจนสุดทางและถูกบีบจนไม่เหลือหนทางอื่นนอกจากเลือกวิธีนี้ ถือเป็นการวางต้นกำเนิดของซอมบี้ได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว
อีชองซาน (รับบทโดย ยุนชานยอง)
อีซูฮยอก (รับบทโดย พัคโซโลมอน) ความน่าสนใจอีกอย่างของการวางต้นกำเนิดซอมบี้มัธยม คือ คนดูอย่างเราสามารถตีความเปรียบเทียบตัวละครได้อย่างมีนัยยะ โดยเปรียบ ซอมบี้ เป็น ผู้กระทำความรุนแรงในโรงเรียน หรือก็คือพวกแก๊งหัวโจกของ ควีนัม ความรุนแรงเพียงเล็กน้อยในรั้วโรงเรียน ( แต่ในเรื่องเอาจริงก็ไม่น้อยนะ ) ก็สามารถเพิ่มความร้ายแรงขึ้นได้หากพวกเขาชำนาญและเติบโตขึ้น การเมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรงพวกนี้ ไม่ต่างจากการสนันสนุนให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นอาชญากรในอนาคต
“ถ้าเมินเฉยกับความรุนแรงเล็กน้อย สุดท้ายโลกก็จะถูกความรุนแรงครอบงำ ผมเตือนเป็นร้อยหนแล้ว” ประโยคที่อาจารย์อีบยองชานกล่าวไว้ในเรื่อง ได้สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ที่ถ้าหากสังคมปิดหูปิดตา และยอมปล่อยให้ความรุนแรงเกิดขึ้นโดยที่ตัวคนเห็นเพิกเฉย จะสร้างความเสียหายให้กับสังคมในวงกว้างมากขึ้นไปอีก อาจมีชีวิตอีกหลายชีวิตจะต้องสังเวยจากการเมินเฉยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เมื่อนั้น จะมาวัวหายล้อมคอกก็คงจะไม่ทันเสียแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่นักเขียนบทให้ วางให้ตัวละคร ฮยอนจู เด็กนักเรียนที่ถูกหนูทดลองกัดจนติดเชื้อ ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลและแพร่เชื้อให้กับคนภายนอก และลุกลามจนยากเกินควบคุม
ชเวนัมรา (รับบทโดย โจอีฮยอน)
อีชองซาน (รับบทโดย ยุนชานยอง) – นัมอนโจ (รับบทโดย พัคจีฮู )

ตัวละครหลักในเรื่องบอกเลยว่ามีเยอะมาก นับนิ้วคร่าว ๆ ก็เฉียด 20 คนเข้าไปแล้ว มากกว่าซีรีส์แนวเอาตัวรอดหลายเรื่อง แถมยังกระจายไปในหลาย ๆ โลเคชั่น แต่ความเห็นของผู้เขียนคิดว่า บางฉากบางซีนมันจำเป็นต่อการดำเนินเนื้อเรื่องจริงหรือไม่ ? แทนที่จะเสริมให้เรื่องราวเดินไปทางที่เดียวกัน กลับทำให้วกวนและไปไม่สุดหรือเปล่า เช่น ฉากทีมงานของส.ส. ชุดชมพู กับการเล่นประเด็น VIP หรือ Privilege หากลองไปแทรกประเด็นนี้ใส่คนในหมู่ชาวบ้านที่อพยพมาด้วยการให้มีเฮลิคอปเตอร์มารับไปอยู่เมืองอื่น หรือได้อยู่ห้องพักหรูหรากินอย่างสุขสบายในค่าย เนื้อเรื่องก็อาจจะดูจะพีคและขยี้มากกว่าเดิมอีกไหมนะ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนเขียนบทเก่งเรื่องการทำให้คนดูอย่างเราอินจนหัวร้อนจริง ๆ เพราะบางฉากบางตอนก็ดูน่าหงุดหงิดมากจนต้องหยุมหัวจากการกระทำอันไร้เหตุผลของตัวละครเลย อย่างฉาก แม่ชองซาน ที่เดินเข้าไปทัก กยองซู ในสนามบอล ผู้เขียนเจอฉากนี้เข้าไปถึงกับต้องกดหยุดแล้วกรี๊ดออกมาดัง ๆ เลยล่ะ !
กับซีรีส์เรื่องนี้ ถามว่ามีผิดหวังไหม ? ก็มีบ้าง เพราะผู้เขียนก็คาดหวังด้วย แม้การใช้มุขเดิมซ้ำ ๆ จะกำคนดูได้อย่างอยู่หมัด อย่างฉากที่ ควีนัม ตามจองล้างจองผลาญ ชองซาน เป็นผีตามติด แต่ก็รู้สึกว่า พี่คะ ! พี่เล่นมุขนี้ไป 3 รอบแล้ว ยังจะเล่นซ้ำอีกหรอคะ ! กับการตกตึก 10 รอบก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามคือ ยอมใจควีนัมจนอยากยกมือขอร้องให้พอก่อนจริง ๆ ! !
หรือบางฉากที่คิดไว้ว่า เฮ้ย ! ต้องมาแน่ ๆ ! อย่างฉาก อึนจี ที่กลายเป็นเสี้ยวบี้กับ ควีนัม ที่กลายเป็นเสี้ยวบี้ เข้าห่ำหันกันจนพังไปข้างก็ดันไม่มี ! ! ทั้งที่ต้นเรื่องปูเรื่องราวของ 2 คนนี้มาอย่างอัดแน่นจนคนดูคาดหวังว่าจะได้เห็น 2 คนนี้จิกเปียกัน แต่กลับกลายเป็นว่า อย่าว่าแต่จิกเปียเลย แค่เดินเฉียดกันในเรื่องก็ยังไม่มี รวมไปถึงฉากเสี่ยงตายเข้าไปหาของกิน เรื่องนี้ก็ไม่มีเหมือนกัน ซึ่งก็ทำให้ซีรีส์ลดความเรียลลงไปเยอะเลย เพราะหลายตัวละครในเรื่องแทบจะอดข้าวอดน้ำกันมากกว่า 1 วัน แต่กลับยังมีแรงวิ่งสุดชีวิตหนีซอมบี้ มีแรงมาเถียงมาต่อยกัน ไม่มีใครแสดงอาการหิว เหนื่อยล้า หรือหมดแรงเลยสักกคน นี่มันนักเรียนมัธยมหรือคนเหล็กกันนะ !
นอกจากนี้ ตัวละครบางตัวก็ถูกเซ็ทให้มีนิสัยเอื่อยเฉื่อย ซึมทื่อ และเฉยชาเกินกว่าจะมาอยู่ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายห่างกันแค่เอื้อมแบบนี้ จนคิดว่าในกลุ่มเด็กนักเรียนที่รอดของฝั่งนักธนู ดูจะตื่นตัวและปรับตัวให้ทันสถานการณ์ตลอดจนน่าเอาใจช่วยมากกว่ากลุ่มตัวหลักที่ติดอยู่ในอาคารเสียอีก ดูได้จากฉากรุ่นพี่ขอเรียนยิงธนูในเวลาอันสั้นเพื่อช่วยกันซอมบี้ แต่ตัดมาที่กลุ่มตัวหลัก เจอซอมบี้มากี่ครั้งก็ยังจะเอื่อย ยังติดสตั๊นให้เพื่อนคนอื่นมาคอยเตือนสติอยู่เลย แถมยังทะเลาะเสียงดังทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าซอมบี้นั่นไวต่อเสียงด้วย

แต่ในเรื่องของฉากบู๊วิ่งหนีตายจากซอมบี้ หรือฉากดราม่า ขอยกนิ้วให้นะถือว่าเรื่องนี้ทำฉากพวกนี้ออกมาได้ดีมาก ฉากบู๊ถูกครีเอทและคิดมาอย่างดี มีหลายฉากที่ลุ้นระทึกจนเผลอกลั้นลมหายใจ การหยิบเอากีฬาธนูที่เป็นกีฬาชูโรงของเกาหลีซึ่งเพิ่งกวาดเหรียญโอลิมปิกกลับบ้านไปหยก ๆ เข้ามาเสริมความตื่นเต้นก็ทำได้ดีมาก มีการแทรกประเด็นการทุ่มเททั้งชีวิตให้กับกีฬาของเด็กด้วย และฉากดราม่าก็ทำเอาอินจนน้ำตาไหลออกมาได้ดื้อ ๆ เป็นความดราม่าที่ไม่ยัดเยียดคนดูให้รู้สึก หรือมากไปจนเอียน แต่มันถูกสาดเข้ามาอย่างลื่นไหลและนุ่มนวลจนสะกิดต่อมน้ำตาได้ง่าย ๆ เลย

และสิ่งที่ดือออออ จนอยากจะปิดซอยเลี้ยงอีกอย่างคือ การครีเอทซอมบี้ ของเรื่องนี้ ! เกาหลีมาเหนืออีกแล้ว มี 10 ดิฉันให้ไปเลยค่ะ 100 ! ! เกาหลีสุดมากในการครีเอทซอมบี้ให้น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ การวิ่งแบบสับตีนผีของซอมบี้เกาหลีก็เรื่องหนึ่ง แต่ในเรื่องนี้ท่วงท่าของตัวละครแต่ละตัวตอนกำลังจะแปลงร่างคือไปไกลมาก ล้ำมาก เดี๋ยวหักหัว หักตัว สะพานโค้ง กระตุกซ้าย กระเพื่อมขวา นักแสดงที่แสดงเป็นซอมบี้คือทุ่มเทและเก่งมากจริง ๆ
โดยรวมแล้วก็ถือว่า All Of Us Are Dead เป็นซีรีส์ที่ดูได้เพลิน ๆ แม้การดำเนินเรื่องจะขาดมิติจนขัดใจไปบ้าง แต่การถ่ายทอดประเด็นที่ต้องการจะสื่อก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี และชักจูงคนดูให้ดูต่อได้สำเร็จ ทีมนักแสดงหลักที่ยกมาเฉพาะนักแสดงที่ไม่ใช่เบอร์ใหญ่แต่พลังการแสดงต้องยกนิ้วให้ก็ถือเป็นตัวชูโรงอย่างดีตัวหนึ่ง ที่ทำให้คนดูอยากจะดูซีรีส์เรื่องนี้ต่อจนจบ ไปจนถึงตกหลุมรักตัวละครอย่างช้า ๆ ใครที่เป็นแฟนซอมบี้เกาหลีอยู่แล้วก็อย่ารอช้าจัดไปอย่าให้เสีย !
บทความโดย โชว์มีเดอะซีรีส์ สามารถติดตามการวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นต่างๆในซีรีส์และการวิเคราะห์ตอนต่อตอนได้ทางเพจ โชว์มีเดอะซีรีส์
บทความที่เกี่ยวข้อง
4 นักแสดงนำซีรีส์ All of Us Are Dead ยอดผู้ติดตาม IG พุ่งทะลุล้านถ้วนหน้า
อียูมี เผยความพยายามในการแสดงให้ออกมาดูน่ารำคาญที่สุด ในซีรีส์ All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้
เปิดประวัติ ‘ฮาซึงรี’ จางฮารี พี่สาวนักยิงธนูแสนเท่ที่ใคร ๆ ก็เทใจให้ ในซีรีส์ All of Us Are Dead
เปิดประวัติ ‘พัคจีฮู’ นัมอนโจ ‘All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้’ ดาวรุ่งอายุน้อยที่แพรวพราวจากภาพยนตร์สู่ซีรีส์
ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
: facebook.com/korseries
Twitter
: twitter.com/korseries
Website
: korseries.com
Youtube 
: Korseries
ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ ♡

Read More Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น