27ก.ย.ลุ้นเปิด10กิจการ ห้าง-เซเว่นฯขายถึง3ทุ่ม


“ บิ๊กตู่ ” หัวโต๊ะ ศบค.ชุดใหญ่ 27 ก.ย. จ่อเคาะคลายล็อก 10 กิจการ “ ศูนย์เด็กเล็ก-ห้องสมุด-พิพิธภัณฑ์-หอศิลป์-ฟิตเนส-ทำเล็บ-สัก-นวด-โรงหนัง-เล่นดนตรีในร้าน ” ขณะที่ห้าง-ร้านสะดวกซื้อ-ตลาดเตรียมเฮเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม เปิดพื้นที่สีฟ้านำร่องท่องเที่ยว ไทยติดเชื้อใหม่ 12,697 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 132 คน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19 ) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,697 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 12,516 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 11,313 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 1,203 ราย และมาจากเรือนจำ 170 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 11 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 13,540 ราย อยู่ระหว่างรักษา 127,392 ราย อาการหนัก 3,377 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 743 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 132 ราย เป็นชาย 69 ราย หญิง 63 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 85 ราย มีโรคเรื้อรัง 33 ราย มีหญิงตั้งครรภ์ 1 รายที่ จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิตนอกโรงพยาบาล 2 คน ที่ กทม.และลำพูน พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ใน กทม. 31 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,508,447 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,393,902 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 16,016 ราย ขณะที่ สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 231,386,985 ราย เสียชีวิตสะสม 4,742,610 ราย
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด วันที่ 24 ก.ย. ได้แก่ กทม. 2,239 ราย ชลบุรี 897 ราย สมุทรปราการ 758 ราย ยะลา 675 ราย ระยอง 556 ราย สงขลา 555 ราย นราธิวาส 439 ราย ราชบุรี 365 ราย ตาก 294 ราย และนครราชสีมา 270 ราย
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ( ศปก.ศบค. ) เตรียมเสนอแนวทางผ่อนคลายมาตรการกิจการ กิจกรรมต่างๆ ต่อที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธานการประชุม ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ โดยจะเสนอให้พิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 2 เดือน หรือถึงวันที่ 30 พ.ย. และจะเสนอให้เลื่อนการเปิดพื้นที่ Sandbox ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เตรียมจะให้ 5 จังหวัดเป็นพื้นที่นำร่อง จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะเปิดในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ขยับไปเป็นวันที่ 1 พ.ย.
นอกจากนี้จะเสนอให้ผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมที่ถูกสั่งปิดเพิ่มขึ้น 10 ประเภท ได้แก่ 1.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และวัยก่อนเรียน 2.ห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดเอกชน ห้องสมุดชุมชน 3.พิพิธภัณฑ์ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน 4.ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม หอศิลป์ 5.กีฬาในร่ม ในห้องที่มีระบบปรับอากาศ ฟิตเนส 6.ร้านทำเล็บ 7.ร้านสัก 8. ร้านนวด สปา เพื่อสุขภาพ 9.ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ฉายภาพยนตร์ และ 10.การเล่นดนตรีในร้านอาหาร โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงระบบหมุนเวียนอากาศ และจัดสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรการ COVID-Free Setting ก่อนเปิดบริการ
ในส่วนศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า สถานที่กลุ่มกีฬากลางแจ้ง ที่ร่มโล่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก การซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกประเภท และร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด ให้เฉพาะที่จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และ ขยายเวลาเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 21.00 น. จากเดิมที่เปิดบริการได้ถึง 20.00 น.
ขณะเดียวกัน จะเสนอให้พิจารณาให้ปรับเวลาออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว จากเดิม 21.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ขยับเป็นเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และจะเสนอปรับลดระยะเวลาในการกักตัวในสถานที่กักกันของรัฐ โดยให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางที่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์มาแล้วอย่างน้อย 14 วัน ให้กักตัวอย่างน้อย 7 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 6-7 ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศซึ่งโดยสารมาทางเครื่องบิน และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 10 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 8-9 ขณะที่ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทางช่องทางบก และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 14 วัน และตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 0-1 ครั้งสองวันที่ 12-13 ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.
ที่ประชุม ศปก.ศบค.ยังจะเสนอให้พิจารณาแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อยมาก หรือพื้นที่สีฟ้า โดยกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับลักษณะและความพร้อมของพื้นที่สีฟ้า คือ การจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งจังหวัด รวมถึงการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้าน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่ นอกจากนี้ยังต้องดูเรื่องการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ เฉพาะสถานที่ เฉพาะพื้นที่หรือระหว่างสถานที่ ระหว่างสถานที่หรือระหว่างพื้นที่ โดยระบบการเดินจะต้องเป็นแบบ Bubble and Seal ที่เรียกว่า Sealed Route
ทั้งนี้ ที่ประชุม ศปก.ศบค.เห็นว่า การพิจารณาผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมครั้งนี้ จะต้องตอบโจทย์เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมโรคอย่างเหมาะสม โดยต้องมีแผนเตรียมการและทรัพยากรรองรับสถานการณ์ ทางด้านการจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ป้องกันการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก
นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 170 ราย เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำสีแดง 159 ราย และผู้ต้องขังรับใหม่ในห้องแยกกักโรค 11 ราย รักษาหายเพิ่ม 268 ราย เสียชีวิต 1 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 6,037 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว 87 เปอร์เซ็นต์ สีเหลือง 12.6 เปอร์เซ็นต์ และสีแดง 0.4 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรือนจำพื้นที่กรุงเทพมหานคร 314 ราย ( รวมทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ) ปริมณฑล 69 ราย และต่างจังหวัด 5,654 ราย
ทั้งนี้ มีเรือนจำที่พ้นจากการระบาดเพิ่ม 2 แห่ง คือ เรือนจำอำเภอธัญบุรี และเรือนจำกลางนครสวรรค์ โดยไม่มีเรือนจำระบาดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ส่งผลให้เรือนจำสีแดงลดลงอยู่ที่ 24 แห่ง และเรือนจำสีขาว 118 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรักษาหายสะสม 60,428 ราย หรือ 88.5 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อสะสม 68,265 ราย เสียชีวิตสะสม 146 ราย คิดเป็นอัตรา 0.2 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อสะสม
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช. ) เปิดเผยว่า หลังจาก สปสช.เริ่มกระจายชุดตรวจโควิด-19 antigen test kit ( ATK ) แบบ Self-test สำหรับแจกให้ประชาชนไปตรวจที่บ้านตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา พบว่าผู้ที่ได้รับชุดตรวจไปแล้วได้นำไปตรวจหาเชื้อและรายงานผลการตรวจกลับมาในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นจาก 3 % ในช่วงแรกเป็น 46 % ของผู้ที่รับชุดตรวจไปทั้งหมดในปัจจุบัน สำหรับอีก 54 % ที่เหลือนั้นมีทั้งกลุ่มที่ตรวจแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการอัปเดตข้อมูล และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่รับไปแล้วแต่ยังไม่ได้ตรวจ ซึ่งต้องขอแนะนำว่า เมื่อรับชุดตรวจ ATK ไปแล้ว ควรรีบตรวจหาเชื้อและบันทึกผลกับหน่วยบริการที่แจกชุดตรวจโดยเร็ว นอกจากนี้ยังพบข้อร้องเรียนว่ามีบางคนเมื่อรับ ATK ไปแล้ว นำไปขายต่อ ซึ่งทำให้เสียสิทธิ์และถือว่ามีความผิดตามกฎหมายด้วย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการแจกชุดตรวจ ATK ให้กับประชาชนล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2564 เวลา 14.00 น. มีประชาชนรับชุดตรวจ ATK แล้ว 122,412 ราย รวม 244,825 ชุด ในจำนวนนี้เป็นการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง จำนวน 121,777 ราย และเป็นการแจกโดย อสม. 635 ราย ตรวจโควิดและบันทึกผล 55,634 ราย หรือร้อยละ 46 เป็นผลบวก จำนวน 379 ราย
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัด พบว่าที่จังหวัดสมุทรปราการ ตัวเลขติดเชื้อลดลง โดยติดเชื้อใหม่ 758 ราย เสียชีวิต 12 ราย ส่วน จ.สมุทรสาคร ติดเชื้อเพิ่ม 261ราย เสียชีวิต 4 ราย
ขณะที่ จ.กระบี่ พบผู้ติดเชื้อใหม่ 109 คน เสียชีวิต 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่ทีมสอบสวนโรค สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองกระบี่ เร่งคัดกรองกลุ่มเสี่ยงตรวจหาเชื้อจากพ่อค้าแม่ค้าโซนขายอาหาร ภายในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ และลูกค้า รวมกว่า 100 คน หลังจากพบแม่ค้าขายอาหารติดโควิด-19 ซึ่งเทศบาลเมืองกระบี่ได้ประกาศปิดตลาดสดมหาราชเป็นรอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย.นี้ เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และพ่อค้าแม่ตั้งแผงขายสินค้าบริเวณรอบนอกตลาด นอกจากนี้ได้เร่งตรวจหาเชื้อกลุ่มเสี่ยงจากคลัสเตอร์ตำรวจจราจร สังกัด สภ.เมืองกระบี่ 2 นายติดโควิด
จ.พังงา นายวิชัย ชูจิต สาธารณสุขอำเภอเมืองพังงา พร้อมด้วยปลัดอำเภอเมืองพังงา นายจิระวัตร เพิ่มทรัพย์ ผอ.รพ.สต.ตากแดด และผู้นำท้องที่ แบ่งทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. ลงพื้นที่สอบสวนโรคพร้อมคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่ตำบลตากแดด หลังจากพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 14 ราย และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกว่า 50 ราย ซึ่งผู้ป่วยยืนยันรายแรกเป็นแม่บ้านในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต. ) ตากแดด
ส่วนที่ จ.ปัตตานี สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง พบผู้ติดเชื้อพุ่งอีก 270 คน เสียชีวิต 1 คน โดยนายนิอันนุวา สุไลมาน นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นวันละ 200-300 คน เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการลง และเมื่อไปตรวจดูตามร้านอาหารต่างๆ ปรากฏว่ามีการนั่งในร้านกันอย่างหนาแน่น ถ้าปล่อยไว้ก็มีความเสี่ยงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก จึงอยากให้ทุกคนช่วยดูแลป้องกัน.

Leave a Comment