เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน Sundays เริ่มต้นจากการเป็นร้านอาหารที่เปิดภายในบ้านของ เบิ้ล – ธีรยุทธ สินเจริญ สมาชิก 3 พี่น้องวงสินเจริญ บราเธอร์ส ณ ย่านพระรามเก้า ร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขา บ้านสินเจริญเป็นที่เรื่องลือมาแต่ไหนแต่ไรว่านอกจากเรื่องความเอ็นเตอร์เทน ยังเป็นบ้านที่ทำอาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารไทย คุณพ่อของคุณเบิ้ลมีสูตรไข่เจียวกรอบที่กรอบไปถึงสองวัน คุณแม่มีสูตรไก่อบในตำนาน Sundays จึงเป็นร้านอาหารโฮมเมดจากความทรงจำในรสมือคุณพ่อคุณแม่แห่งบ้านสินเจริญ โดยที่มีคนเจนฯ ใหม่อย่าง จ๋า – ชลลดี แจ่มปฐม หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ช่วยสืบทอดอำนาจในการทำอาหาร ขนม และเครื่องดื่มสูตรเด็ดต่างๆ ด้วยความชอบทำ “ คอนเซ็ปต์ของ Sundays เริ่มมาจาก ‘ ตัวเอง ’ ชอบกินอะไร เราทำอันนั้น เหมือนทำให้เพื่อน ให้คนในครอบครัวกิน จัดเต็ม ใส่ไม่ยั้ง ทำรสชาติที่เราชอบ ”

“ ตอนจ๋ากับเจน ( เมขลา เมฆวัฒนา – ผู้ร่วมก่อตั้ง ) เรียนที่อังกฤษ ที่นั่นมีร้านอาหารเล็กๆ ที่เราชอบไปกัน เจ้าของร้านเป็นคนรุ่นใหม่ ทุกคนที่มาจะเฮฮา พนักงานสนุก ลูกค้าสนุก เราชอบบรรยากาศแบบนั้นมาก มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เรากลับมาทำร้านนี้ อยากให้เหมือนคนมาบ้านเรา นั่งได้ นอนได้ เราทำอาหารแบบเด็กอ้วน อยากกินอะไรก็ต้องได้กิน เหมือนทุกวันเป็นวันอาทิตย์ ” หลังจากเปิดร้านที่บ้านย่านพระรามเก้าได้ประมาณปีกว่า Sundays ก็ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ณ ซอยทองหล่อ ใครจะรู้ว่าการตัดสินใจออกจากบ้านของ Sundays ครั้งนั้น จะเป็นการเดินทางสู่มหา ’ ลัยชีวิต ที่เราจะได้ยินคำว่า ‘ เรียนรู้ ’ จากพวกเขานับครั้งไม่ถ้วน

จากที่เมื่อก่อนเจ้าของร้านเข้าครัวเอง ทำอาหารตามใจตัวเอง พอเดินทางมาอยู่ในย่านทองหล่อ นั่นทำให้พวกเขาต้องปรับตัวเองอย่างมาก จากการเป็นร้านโฮมเมดง่ายๆ อบอุ่น สู่การเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง “ ตอนย้ายมาทองหล่อ เหมือนเปลี่ยนอารมณ์ทันทีจากที่เราทำกันเอง กลายเป็น Business เต็มตัว เราลงทุนกับที่นั่นไปไม่น้อย ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 10 คน เราอยู่กันอย่างองค์กรที่มีทีมงานใหญ่ขึ้น เราเปลี่ยนมาทำครัวมาตรฐานจริงๆ มีพ่อครัว พร้อมกับฝึกคนใหม่เข้ามา ตรงนี้เหมือนเป็นการก้าวกระโดดสำหรับเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามรักษาไว้ตลอดก็คืออารมณ์กับความรู้สึกเดิม เรายังพยายามพูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเองให้มากที่สุด โดยที่เจ้าของร้านแต่ละคนสามารถสลับกันทำหน้าที่ต่างๆ ได้ บางวันทำขนม บางวันทำเครื่องดื่ม จนถึงล้างจาน ล้างถังขยะเองได้ ” คุณเบิ้ลเล่า ระหว่างทางที่พวกเขาเรียนรู้และปรับตัวกับบ้านหลังใหม่จนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แขกไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไป “ การทำร้านอาหารต้องใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าจะมองเห็นกำไร โดยที่ 3 ปีแรกเพิ่งเข้าที่เข้าทาง เราเรียนรู้การทำธุรกิจร้านอาหารเยอะมากที่นั่น แต่ขณะที่เรากำลังรอวันเก็บเกี่ยวไวรัสโควิดก็มาหาเราพอดี ผมจำได้ว่าวันที่ทางการประกาศว่าร้านอาหารต้องปิดทันที มันไม่มีใครตั้งตัวทัน เป็นสิ่งใหม่ที่เพื่อนๆ ในธุรกิจร้านอาหารทุกคนช็อกกันหมด ” “ โชคดีว่าเราค่อนข้างปรับตัวได้เร็ว ด้วยการแยกแบรนด์ออกมาจาก Sundays ทันที ชื่อว่า ‘ข้าวไข่ยิ้ม’ ขายเมนูข้าวไข่ข้นอย่างเดียวแบบเดลิเวอรี่ และโปรโมททางโซเชียลฯ มากขึ้นจากที่เข้มข้นประมาณหนึ่งอยู่แล้ว นั่นทำให้เราได้เรียนรู้ธรรมชาติของคนกินอีกแบบหนึ่งไปพร้อมกับปรับตัวกับสิ่งใหม่ไปด้วย ” “ ตอนแรกผมคิดว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้น เราจะกลับมาลุยกันใหม่ พอดีกับช่วงที่เราต้องต่อสัญญา แต่การดีลนั้นไม่ตรงกับความรู้สึกของเราสักเท่าไร นั่นทำให้เราตัดสินใจว่าจะย้ายร้านกันอีกครั้ง โดยที่รู้แล้วว่า ทองหล่อเป็นที่ที่เราไม่สามารตั้งหลักอย่างปลอดภัยได้อีกแล้ว ” รูปปั้นเดวิด เทพซูส Sculpture รูปทรงแปลกๆ ที่ตั้งอยู่กลางร้าน ไปจนถึงผนังทะลุเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ โต๊ะเก้าอี้บางตัวเป็นเก้าอี้ร้านไอติมสเวนเซ่นส์ บางตัวเป็นโต๊ะคุณครู พวกมันดูไม่น่าจะเข้ากันสักนิดเลย แต่พอมาตั้งอยู่รวมกันที่นี่ มันกลับดูมีอารมณ์ขันแบบเซอร์ๆ เหมือนกำลังนั่งอยู่ในมิวเซียมสักแห่ง ภายในอาณาบริเวณของบ้านหลังใหญ่เนื้อที่กว้างขวางในซอยแสงชัย ( สุขุวิท 38 ) ห้องเล็กๆ หลังนี้เคยอยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม ก่อนที่ Sundays จะย้ายเข้ามา และเปลี่ยนให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง “ สภาพตอนแรกเรียกว่าไม่มีอะไรพร้อมเลย แต่เราก็เปิดรับออร์เดอร์ข้าวไข่ยิ้มกันที่นี่แหละ มีแค่เคาน์เตอร์ตัวเดียว เจ้าของอย่างพวกเรานี่เหงื่อโทรมเลย เพราะยังไม่มีแอร์ ถือพัดกันคนละอัน ใส่กางเกงขาสั้นมารับออร์เดอร์กันเอง ที่น่าชื่นใจคือมีลูกค้าเข้ามาหาเราทุกวัน เพราะเขาคิดว่าจะมีโต๊ะให้นั่ง ” คุณจ๋าเล่าถึงความทุลักทุเลในวันนั้นให้เราฟัง ด้วยความเกรงใจที่ลูกค้ามาแล้วไม่สามารถนั่งกินที่ร้านได้ การออกแบบบ้านหลังใหม่อย่างไม่เป็นทางการก็เลยเริ่มขึ้นจากตรงนั้น “ เราก็เห้ย ไม่ได้แล้วว่ะ ต้องมีโต๊ะให้ลูกค้านั่งอย่างน้อยสัก 2-3 โต๊ะ พอลูกค้ามา ก็ต้องมีห้องน้ำใช่มั้ย ห้องน้ำเดิมประตูอยู่นอกบ้าน จะให้ลูกค้าเดินอ้อมก็ลำบากอีก งั้นเราต้องทำประตูไว้ในร้านเลยเพื่อความสะดวก พอมีโต๊ะให้นั่ง จะให้ในร้านทึบๆ มืดๆ ไม่ได้ งั้นทุบเพดานเก่าทิ้ง ทำเพดานใหม่ให้มีช่องแสง พอเริ่มจะหน้าตาเป็นร้านอาหาร มันก็อดใจไม่ได้ที่จะเอาของมาวางตกแต่ง ตอนแรกตั้งใจจะมินิมอลมากๆ แต่ด้วยความเป็น Sundays มันก็เลยเลยเถิดจนเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ ( หัวเราะ ) แต่นี่ก็ถือว่าน้อยแล้วนะ ” คุณเบิ้ลเล่า โดยที่คุณจ๋าพยักหน้ายืนยัน “ นี่น้อยแล้วค่ะ เมื่อก่อนเราเยอะกว่านี้มาก พร๊อบเต็มร้านไปหมด ข้าวของที่เห็นก็เป็นของพี่เบิ้ลที่ชอบสะสมของแอนทีคอยู่แล้ว บางทีมีลูกค้ามาขอซื้อเก้าอี้ ขอซื้อภาพแขวนผนัง เพราะเขานึกว่าเราเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเราก็ต้องบอกเสมอว่าไม่ใช่ค่ะ แต่ถ้าจะซื้อจริงๆ เราก็ขายนะคะ ( หัวเราะ ) ” “ โต๊ะที่เห็นอาจมีนั่งแล้วขาติดบ้าง มันไม่สะดวกหรอก เวลาใครพาคุณพ่อคุณแม่มาอาจจะโดนบ่นบ้าง ต่างกับตอนอยู่ทองหล่อ เรา Full Service มาก นั่งสบาย น้ำหมดมีคนเติมให้ แทบไม่ต้องลุกมาบริการตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่า 2-3 เดือนที่เราย้ายมาที่นี่ ลูกค้ากระฉับกระเฉงขึ้น วัยรุ่นขึ้น มันมีความรู้สึกเหมือนแคนทีนที่ทุกคนสบายตัว ” เจ้าของร้านทั้งสองบอกกับเราว่า ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาย้ายมาด้วยความรู้สึก ‘ มินิมอล ’ กว่าการย้ายครั้งไหนๆ มันเป็นความรู้สึกของบ้านที่สุขสบาย เหมือนได้กลับมาเป็น Sundays ออริจินัลอีกครั้งหนึ่ง “ การทำร้านอาหารมันดีเทลทุกวินาทีจริงๆ นะ วินาทีที่ไลน์เด้งเข้ามาว่าลูกค้ามีฟีดแบ็กกับอาหารเรายังไง เขาตำหนิอะไรบ้าง ชื่นชมอะไรบ้าง อร่อยจังเลย เค็มจังเลย มันเกินไป เลี่ยนเกินไป มันมีทุกแบบจริงๆ ” คุณเบิ้ลกล่าว “ แล้วคุณรับมือกับมันยังไง ” เราถามด้วยความสงสัย “ สติอย่างเดียวเลยครับ ” เขาตอบทันที

“ ถ้าลูกค้าตำหนิมา สิ่งเเรกที่เราต้องทำคือ Take Action ทันที เราจะเลี่ยงไม่ได้ ต้องให้เขารู้ว่าเรารับรู้แล้วนะ ในกรณีที่เราผิดร้ายแรง เราต้องรับผิดชอบ ขอโทษและชดใช้ทันที แต่ถ้าเป็นกรณีตำหนิ เช่น อาหารอย่างเดียวกัน คนทำคนเดียวกัน บางคนบอกว่าอร่อยมาก บางคนไม่ชอบเลย ไม่อร่อยเลย ในกรณีนี้เราอาจไม่สามารถชดใช้ให้เขาได้ เพราะมันเป็นรสนิยมของแต่ละคน แต่เราก็ต้องขอโทษเขาอย่างจริงใจและปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดคือไม่ว่าเกิดปัญหาอะไรภายในร้าน ถ้าเจ้าของอยู่ ต้องแสดงความรับผิดชอบทันที เราจะไม่ให้พนักงานต้องออกหน้าแทนเรา ” “ เมื่อก่อนตอนทำร้านอาหารใหม่ๆ เราต่างก็มีอีโก้เป็นธรรมดา โดนวีนใส่กันมาก็ไม่น้อย ผมยอมรับว่าแรกๆ แทบจะทิ้งตะหลิวเลยล่ะ แต่พอทำมาเรื่อยๆ อีโก้มันก็น้อยลง เดี๋ยวนี้เหรอ ลูกค้าจะเอาอะไร จัดให้ได้หมด ( หัวเราะ ) ” “ เราจะคุยกับพนักงานเกือบตลอดเวลา ถ้าหุ้นส่วนคนไหนว่างก็จะต้องแวะเข้ามาถามไถ่ เป็นยังไง มีปัญหาเดือดร้อนอะไรมั้ย เราจะสอนน้องๆ เสมอว่า ‘ มันคืองานว่ะ ’ ไม่มีประโยชน์หรอกที่จะใช้อารมณ์หรือเก็บมาเป็นอารมณ์ แค่จัดการให้มันจบในแต่ละวัน แล้วทำภาระหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุดก็เท่านั้น ” ตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา พ่อครัวและพนักงานของ Sundays ก็กลับบ้านกันเกือบหมด เหลือแค่ 4 ชีวิตเท่านั้น เมนูมากมายก็เลยจำเป็นต้องตัดออก เครื่องดื่มม็อกเทลที่เคยฟู่ฟ่าจัดเต็มก็ถูกลดทอนเหลือแค่เครื่องดื่มสำเร็จรูป กับขนมขึ้นชื่อของที่ร้านอย่างเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มก็เหลือแค่การสั่งแบบพรีออร์เดอร์เท่านั้น เพื่อให้เอื้อต่อทีมงานที่เหลือ แต่กระนั้น ข้าวหน้าเนื้อ สปาเก็ตตี้ไข่เค็มปลาหมึก สปาเก็ตตี้คอหมูจิ้มแจ่ว สปาเก็ตตี้ครีมปู-ไข่กุ้งหก มาม่าเนื้อเสือร้องไห้ผัดซอสโคชูจัง-ไข่เป็ดดาว ก็ถูกเสิร์ฟอย่างรวดเร็วในจานกระเบื้องแบบง่ายๆ ภายในร้านเล็กๆ ที่มีกันอยู่แค่ 5 โต๊ะ กับพนักงานอัธยาศัยดีมาก 1 คน ผู้คอยจัดแจงทุกอย่าง ตั้งแต่รับออร์เดอร์ พาเราไปนั่ง เสิร์ฟอาหาร จนถึงคิดเงินที่เคาน์เตอร์ ราวกับเขาเปลี่ยนร่างได้ Sundays ดูเป็นเพียง Home Cafe แสนเรียบง่าย ที่เหมือนเจ้าร้านทำครัวเองอยู่หลังร้าน หากไม่บอกก็คงไม่รู้เลยว่านี่คือร้านอาหารที่เดินทางผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมามากมายจนถึงวันนี้ “ การทำร้านอาหารเหมือนเรียนมหา ’ ลัย ทำให้เราโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณจะได้ทำเองตั้งแต่เป็นเจ้าของร้านยันงานบ้าน คุณจะรู้แม้กระทั่งระบบไฟ ระบบแก๊ซ รู้แม้กระทั่งต้นไม้ในร้านชอบแดดแบบไหน สิ่งสำคัญคือมันสอนความอดทน ความอ่อนโยน และความเข้าใจมนุษย์ให้เราทุกวัน ” “ มันจะมีคำพูดที่ว่าถ้าเกลียดใครให้ทำร้านอาหาร แต่สำหรับผมนะ ถ้ารักใคร อยากให้เขาได้เรียนรู้ชีวิต ให้เขาทำร้านอาหารเลย เขาจะได้ทดสอบตัวเอง ทดสอบความซื่อสัตย์ ความอดทน ทดสอบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต อาชีพการทำร้านอาหารสำหรับผมคือการหาสมดุลในชีวิตอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ” “ ถ้าใครทำร้านอาหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมอยากบอว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเลย เพียงแต่ว่าถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องกระโดดออกมาจาก Safe Zone ให้ได้ แล้วประสบการณ์จะค่อยๆ สอนคุณเอง ” สำหรับคุณจ๋า – ชลลดี ร้านอาหารสำหรับเธอคือธุรกิจแรกในชีวิตที่ยอมรับว่าเป็นธุรกิจที่ยากที่สุด “ แต่พอมันยาก มันก็สอนเราเยอะ หลังจากนี้จะไปทำอะไรก็ไม่กลัวแล้ว ร้านนี้เหมือนเป็นโรงเรียนที่สอนประสบการณ์ชีวิต ยิ่งกว่าอะไรใดๆ ทั้งหมดเลย ” “ สำหรับผมมันเหมือนเลี้ยงลูกน่ะครับ ( หัวเราะ ) ” คุณเบิ้ลกล่าว “ ลูกมีเกเรบ้าง ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง เราก็ต้องเดิบโตไปตามอายุของลูก สุดท้ายจากหุ้นส่วน จากลูกน้อง มันกลายมาเป็นครอบครัว สุขทุกข์ แม่เขาตาย ใครสูญเสีย ใครผิดหวัง ใครเลิกกับเมีย เราจะอยู่ในทุกดีเทลของชีวิตเขา แม้กระทั่งลูกน้องที่ออกไปแล้ว วันดีคืนดีก็ยังกลับมานั่งกินข้าวกัน ลูกค้าบางคนมาบ่อยจนเหมือนเป็นญาติ มันก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน ” “ สิ่งนี้สอนเราว่า นอกเหนือจากความเป็นธุรกิจ นอกจากบ้านของเราแต่ละคนแล้ว ร้านนี้คือบ้านอีกหลังที่เราจะนึกถึงมันเสมอ ” Sundays ซอยแสงชัย สุขุมวิท 38 ( ฝั่งตรงข้ามซอยทองหล่อ ) BTS ทองหล่อ โทร. 061 – 542 – 9051

เปิดวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา : 10.30 – 20.30 น.

เนื่องจากทั้งร้านมีโต๊ะแค่ 5 โต๊ะ เพื่อให้ไปแล้วได้หม่ำแน่ๆ ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องโมโหหิว สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าได้ทาง Facebook : Sundays / Instagram : Sundays.bkk

หรือสั่งมาหม่ำที่บ้านผ่านพี่ Lineman / Grabfood ทาง Line : lin.ee/8q7GRVP
Shares

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น